หรียญหล่อหลวงปู่บุญ วัดแก้วไพฑูรย์ กรุงเทพมหานคร

“เหรียญหล่อหลวงปู่บุญ วัดแก้วไพฑูรย์ กรุงเทพมหานคร”

เหรียญหล่อหลวงปู่บุญ วัดแก้วไพฑูรย์ กรุงเทพมหานคร เหรียญนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเหรียญหล่อยุคเก่าของฝั่งธนบุรี จัดสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2475 หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง ร่วมปลุกเสก (หลวงปู่บุญท่านเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อไปล่) 

ลักษณะโดยรวม เป็นเหรียญหล่อแบบโบราณ พิมพ์ทรงเป็นรูปสามเหลี่ยม 

ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธประทับนั่งขัดสมาธิ 

ด้านหลังเป็นยันต์ 

 

“หลวงปู่บุญ” พระอธิการวัดบางประทุนใน (วัดแก้วไพฑูรย์) ถือเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความรู้ในด้านวิชาอาคมและไสยศาสตร์ 

ในสมัยที่ท่านเป็นพระอธิการ คงมีชาวบ้านผู้ศรัทธามากมาย (อาจหมายรวมถึงศรัทธาจาก “เจ้านาย” หรือ “ขุนนาง” ด้วย) จนถึงกับสามารถสร้างอาคารเสนาสนะขนาดใหญ่และงดงามวิจิตรบรรจงในศิลปกรรมงานช่างขึ้นภายในวัดได้ 

ประวัติของหลวงปู่บุญไม่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ในหนังสือประวัติวัดแก้วไพฑูรย์ “180 ปี วัดแก้วไพฑูรย์ กรุงเทพมหานคร” บันทึกเรื่องเล่าต่อกันมาของผู้เฒ่าผู้แก่ไว้ว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทางการได้อาราธนาหลวงปู่บุญไปอยู่เกาะแห่งหนึ่งจะเป็นเกาะใดนั้นไม่มีใครทราบ หลวงปู่บุญท่านยังอยู่ “ในปากในใจเจ้าใหญ่นายน้อยขุนเล็กนางโต”

เล่าต่อๆ กันมาถึงคุณวิเศษของหลวงปู่บุญว่าเป็นผู้ทรงวิทยาคุณ สามารถล่องหนหายตัวได้ เล่าว่า ในอดีต มีพระภิกษุสงฆ์ในวัดได้หุงต้มข้าวเพื่อจะฉันในเวลาวิกาลที่อุโบสถ แต่ก่อนทำนั้นได้ทำการปิดประตูหน้าต่างจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อหุงต้มเสร็จจึงตักใส่จาน พระรูปที่ตักข้าวจึงถามว่าครบแล้วหรือยัง ตอนนั้นไม่มีพระรูปใดทราบว่าหลวงปู่บุญมาจากไหน ท่านพูดว่า “ยังไม่ครบ กูอีกจาน” พระภิกษุเหล่านั้นเมื่อเห็นหลวงปู่บุญ ต่างก็หนีกันหมด อีกครั้งหนึ่งเป็นเวลากลางคืน พระในวัดได้ไปขึ้นต้นมะพร้าวในวัดจะเอามาฉัน จึงขึ้นต้นมะพร้าวต่อกันเป็นทอดๆ จนถึงคอมะพร้าว เพื่อที่จะไม่ต้องโยนลงมาให้กระทบดินจนเกิดเสียงดัง ให้พระรูปที่อยู่บนคอมะพร้าวปลิดส่งต่อมาทีละลูก เมื่อปลิดมะพร้าวส่งมาเรื่อยๆ แล้ว จึงถามว่าพอหรือยัง แต่หลวงปู่บุญขึ้นไปอยู่ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีพระรูปใดเห็นเลย ไปอยู่เป็นรูปที่ 2 จากพระรูปที่ปลิดมะพร้าว หลวงปู่บุญท่านตอบว่า “ยัง ของกูอีกลูก” พระที่ได้ยินแลเห็นเป็นหลวงปู่บุญจึงรีบลงหนีกันไป

ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์ในวัดของท่านก็ไม่ทำอะไรผิดวินัยอีกเลย มีเรื่องเล่าว่ามีขโมยมาลักเอาเรือพระของวัดไป เมื่อขโมยพายไปสักพักหนึ่ง ก็เห็นว่ามีพระมาอยู่ในเรือด้วย ขโมยจึงนึกว่าเป็นพระผีจึงรีบกระโดดน้ำหนี หลวงปู่บุญได้จับไว้แล้วบอกว่า “กูเอง ไม่ใช่ผี กูเป็นพระอยู่ที่วัด มึงต้องเอาเรือไปส่งกู” ขโมยจึงต้องเอาเรือมาส่งท่านถึงวัด 

ส่วนน้ำมนต์ของหลวงปู่บุญท่านศักดิ์สิทธิ์นัก มีเรื่องเล่ากันว่า มีชายผู้หนึ่งมาขอน้ำมนต์จากหลวงปู่บุญ แต่เวลานั้นท่านมีคนมาหาอยู่ก่อนแล้ว พอคนมาหากลับไป ผู้ที่มาขอน้ำมนต์จึงบอกว่า “หลวงปู่ทำน้ำมนต์ให้ผมด้วย” หลวงปู่บุญก็ตอบว่า “เอาไปเถอะทำให้แล้ว” แต่ผู้ที่มาหาให้ทำน้ำมนต์นั่งอยู่ที่นั่น ไม่เห็นท่านทำ เมื่อท่านบอกว่าทำให้แล้ว จึงจำเป็นต้องยกเอาไหน้ำมนต์นั้นไป เมื่อพ้นกุฏิท่านแล้ว นึกว่าไหนๆ ท่านไม่ได้ทำน้ำมนต์ให้จะเอาไปทำไม จึงเทน้ำทิ้งเสียที่หน้าวัด แต่เกิดเทน้ำมนต์ในไหไม่ออก เกิดความเลื่อมใสเอาน้ำมนต์นั้นกลับไปบ้าน ต่อมาก็มีคนมาขอน้ำมนต์ท่านอยู่เรื่อยๆ หลวงปู่บุญท่านบอกว่าไปตักเอาที่หน้าวัดก็แล้วกัน ตั้งแต่นั้นมาถึงบัดนี้ผู้ที่ทราบเรื่องน้ำมนต์ของท่าน " เมื่อผ่านหน้าวัด จะต้องวักน้ำหน้าวัด ระลึกถึงหลวงปู่บุญ ถือเป็นน้ำมนต์ของท่านอยู่ทุกวันถึงบัดนี้

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Google.