พระขุนแผนผงพรายมหาภูติ หลวงพ่อตี๋

พระขุนแผนผงพรายมหาภูติ หลวงพ่อตี๋ วัดหูช้าง จ.นนทบุรี 

วัดหูช้างเป็นวัดเก่าแก่โบราณวัดหนึ่งตั้งอยู่ที่ ต.คูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ปัจจุบันมีพระครูสุวรรณโชติวุฒิ หรือ หลวงพ่อตี๋ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นศิษย์เอกทายาทพุทธาคม พระครูกิตตินนทคุณ หรือ "หลวงพ่อกี๋" พระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญและเก่งกล้าทางด้านคาถาอาคม การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ผีเข้าหรือถูกคุณไสยต่างๆ แม้ท่านจะมรณภาพไปกว่า ๓๐ ปี แต่ชื่อเสียงและวัตถุมงคลยังเป็นที่กล่าวขานไม่รู้จบ
ด้วยเหตุนี้วัตถุมงคลของหลวงปู่ตี๋จึงเป็นที่หมายปองของบรรดาศิษย์ เพราะท่านปลุกเสกจนขลังด้วยวิชาอาคมของบรมครู ปรากฏให้เห็นเป็นประสบการณ์อันหลากหลาย โดยเฉพาะ "พระขุนแผนผงพรายมหาภูติ" ที่มีกระแสแรงสุดๆ มีการแชร์แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในเฟซบุ๊ก และในโลกโซเชียลว่าพุทธคุณนั้นล้นเหลือ รวมทั้งมีเรื่องเล่าขานว่าพระขุนแผนรุ่นนี้" ขอได้-ให้จริง" และสมปรารถนากันไปหลายคน
 
คาถาที่ปรากฏด้านหลังเฉพาะ "พระขุนแผนผงพรายมหาภูติ" มีทั้งหมด ๔ บท ดังนี้
            ๑.คาถาพระเจ้า ๕ พระองค์ที่ว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" (เขียนซ้อนกัน) โดยเรียงลำดับจากตัวในสุด (ตัวกลาง) คือ "นะ" เขียนซ้อนกันให้สวยงาม ไม่ใช่ยันต์พุดซ้อน (ตัวพุท เขียนซ้อนกัน ๓ ตัว)
            พุทธคุณของยันต์พระเจ้า ๕ พระองค์ มีอุปเท่ห์และเชื่อสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันว่า "ครอบจักรวาลใช้ดีทุกด้าน" เท่าที่มีการบันทึกจำกันได้ก็ในสมัยพระร่วงเจ้าที่ขอมดำดินมาเพื่อจะทำร้ายพระร่วง ขณะนั้นพระร่วงกำลังกวาดลานวัดอยู่ ขอมดำดินก็โผล่ขึ้นมาถามหาพระร่วง พระร่วงเจ้าก็เลยใช้วาจาสิทธิ์สาปพวกขอมจนกลายเป็นหิน เป็นเวลาร่วมพันปี เพิ่งจะทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณของขอมให้ไปเกิด
            อย่างก็ตามคาถาพระเจ้า ๕ พระองค์ หากเขียนสลับที่ จะเรียกว่า คาถาพระเจ้าเปิดโลก ที่ว่า "นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ" พลังพระเปิดโลก เป็นพระคาถาเก่าแก่มาแต่โบราณกาล เป็นพระคาถาศักดิ์สิทธิ์มากของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ในภัทรกัปนี้ ได้แก่
            ๒.คาถาหัวใจสังคะหะ (เขียนไว้บริเวณมุมของคาถาพระเจ้าห้าพระองค์) ที่ว่า "จิ เจ รุ นิ" เป็นการสรุปคาถายอดพระกัณไตรปิฎก แต่ย่อเหลือเพียง "นะ โม เจ จิ" คาถาบทนี้คนโบราณใช้เขียนใส่ปากผู้ที่ใกล้จะสิ้นลมหรือหมดลมหายใจ โดยมีคติความเชื่อว่า "จะทำให้วิญญาณอื่นไม่มารบกวนรังแก รวมทั้งให้วิญญาณของผู้ตายไปสู่ภพภูมิที่จะไปเกิดใหม่ ตามผลบุญที่ได้กระทำไว้" รวมทั้งใช้บริกรรมเสกน้ำล้างหน้าในตอนเช้า เป็นเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี
            ๓.คาถาธาตุ ๔ ที่ว่า  "มา มะ นะ มะ พะ ทะ อะ เม ยะ" หมายถึง น้ำ ดิน ไฟ ลม คาถาบทนี้ใช้เป็นตัวประกอบในกรณีที่สร้างรูปภาพต่างๆ ให้เหมือนประหนึ่งมีชีวิต ปกติแล้วการวาดรูปต้องบริกรรมอาการ ๓๒ ที่ว่า "เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสัง นะหาโร...." หรือ "อิ มัส สะ มิง กา เย" (ในกายเรามีอย่างนี้แล) แล้วปิดด้วย "นะ มะ พะ ทะ"
            ๔.คาถาเรียกกุมารทอง รักยม รวมทั้งพรายต่างๆ ที่ว่า "เอ หิ กุ มา โร นิ โก สัน ติ อะ ระ หัง" โดยเฉพาะคำว่า "เอหิกุมาโร" มาจากการเรียกสูตรที่ว่า "เอหิกุมาโร เอหิกุมารี เอหิรักยม เอหิพรายทอง ปิยังมะมะ ปุตตัง วะซายะติ อารักขานะ ปัจจะโย เจ้ารักเจ้ายม กุมารทอง พรายทอง จงมา จงมา เอหิมะมะ" มีคติความเชื่อว่าเวลาจะไปไหนมาไหนก็จะต้องเรียกให้เขาไปด้วยกับเราด้วยคาถานี้ ในขณะเรากินอะไรหรือเอาอะไรมาให้เขากิน ต้องเรียกคาถานี้เช่นเดียวกัน ถ้ามีศัตรูหรือกำลังเดือดร้อนก็ให้เขาช่วย
 
            ส่วนคำว่า "อะระหัง" เป็นพระพุทธคุณบทต้น แปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์ ทั้งนี้เรามักจะได้ยินว่าคำว่า "สัมมา อะระหัง" แปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์โดยชอบ
            บทบริกรรม "สัมมา อะระหัง" ของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงมีความหมายสูงและอยู่ในขอบข่ายของพุทธานุสติ" หมั่นภาวนาเนืองนิตย์...ชีวิตจะมีความสุขความเจริญ"
            "พระขุนแผนผงพรายมหาภูต" ได้ประกอบพิธีกรรมจัดสร้างอย่างเข้มขลังตามตำรับตำราโบราณ โดยรวบรวมมวลสารวิเศษหลายอย่างที่ได้รับมอบจากเซียนพระ และผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการพระเครื่องนำมาบดผสมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนสมเด็จบางขุนพรหม, ผงพรายกุมารหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่, ผงหลวงปูสี วัดสะแก, ชิ้นส่วนพระขุนแผนกรุ วัดบ้านกร่างพระผงกระดูกผี วัดโพธิ์ พระกรุถ้ำเสือ พระทุ่งเศรษฐี ผงมหาภูติ หลวงปู่กี๋ วัดหูช้าง,ของทนสิทธิ์ต่างๆ, เถ้ากระดูก ๗ ป่าช้า น้ำมันพราย และมวลสารมงคล ๑๐๘ ฯลฯ
            ทั้งนี้ ได้ทำพิธีพลีมวลสารทั้งหมดเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๘ หลวงพ่อตี๋อธิษฐานจิตและพระอาจารย์อ๊อด ร่วมบริกรรมคาถา จากนั้นวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๘ ได้ทำพิธีบวงสรวงและหลวงพ่อตี๋กดพิมพ์องค์นำฤกษ์ ท่ามกลางผู้มาร่วมงานร่วมสั่งจองกันจำนวนมาก ส่วนพิธีปลุกเสกอย่างเข้มขลังเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๘ โดยป๋อง สุพรรณ (เสมอ งิ้วงาม) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส หลังเสร็จสิ้นพิธีมีการแจกพระขุนแผนพิมพ์เล็กองค์นำฤกษ์ฟรี จำนวน ๒,๐๐๐ องค์ แต่ปรากฏว่าไม่เพียงพอต่อผู้คนที่มาร่วมงาน ส่งผลให้มีการเช่าหาต่อกันในวันนั้นสูงถึงองค์ละ ๑,๐๐๐ บาท
 
อุปเท่ห์จากหลวงปู่ตี๋
 
            แม้ว่าหลวงปู่กี๋จะมรณภาพไปนานหลายปีแล้วก็ตาม แต่เคล็ดวิชาการทำตะกรุดจารมือ ปลัดขิก รวมทั้งเบี้ยแก้ไม่ได้ตายตามท่านไปด้วย โดยถูกถ่ายทอดให้หลวงพ่อตี๋ ท่านเป็นศิษย์เอกทายาทพุทธาคมเพียงรูปเดียว รวมทั้งยังมีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่กี๋อีกด้วย
            หลวงปู่ตี๋ บอกว่าได้ช่วยหลวงปู่กี๋จารตะกรุด เบี้ยแก้ และจารปลัดขิกตั้งเมื่อครั้งหลวงปู่กี๋มีชีวิตอยู่ โดยในเบี้ยแก้จะลงคาถาหลักๆ คือ ปิดทวารทั้ง ๙ และเฑาะว์รันโต ส่วนปลัดขิกนั้นคาถาหลวงปู่กี๋ที่ขาดไม่ได้ คือ "มะ อะ อุ นะ ละ กา ลัง จะ ภะ กะ สะ จิต ตัง พุท ธิ โส จิต ตัง พุท ธิ เม" 
โดยหลวงปู่กี๋จะลง "นะ โม พุทธ า ยะ อิ กะ วิ ติ" ด้วยลายมือท่านเอง
            เมื่อถามพุทธคุณของวัตถุมงคล หลวงปู่ตี๋ พูดไว้อย่างน่าคิดว่า "ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ตะกรุดทุกดอก ปลัดขิก และเบี้ยแก้ทุกตัว จะจารด้วยมือตัวเอง ทั้งนี้เพื่อความเข้มขลังของผู้นำไปใช้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต่อให้พระตั้งใจสร้างวัตุมงคล และลงอักขระเลขยันต์มากเพียงใด ของดีทุกอย่างคนที่มีนั้นต้องเป็นคนดีมีศีลธรรมของดีจึงแสดงพุทธคุณ แต่ถ้าเป็นคนไร้ศีลธรรมของดีย่อมไม่แสดงพุทธคุณ คนจึงมักโทษว่าพระไม่ขลัง โดยไม่ดูตัวเองว่าพยายามที่จะทำตัวเองให้ขลังด้วยการอยู่ในศีลตั้งมั่นในธรรมก่อนหรือเปล่า"